บทความจิตวิทยาการเทรดTrading Journal : จาก setup นับสิบ เหลือ 2-3 ท่าที่ทำเงินจริง

Trading Journal : จาก setup นับสิบ เหลือ 2-3 ท่าที่ทำเงินจริง

· อ่าน 4 นาที

ผมอยู่ในตลาดมานาน ฟังวิดีโอ อ่านบทความ ดูคนสอนมาเยอะ setup ที่เก็บไว้ในหัวมีเป็นสิบ ๆ ท่า แต่ไม่เคยรู้เลยว่าท่าไหนทำเงินให้ผมจริง จนเริ่มจดบันทึกการเทรด บทความนี้คือสิ่งที่ journal บอกผม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีคอร์สไหนบอกได้

ปัญหาของคนที่รู้ setup เยอะ

ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งมีเหตุผลให้เข้าไม้ได้ทุกสถานการณ์ กราฟไปทางไหนก็มีท่ารองรับ ฟังดูดี แต่จริง ๆ แล้วมันคือการเทรดทุกอย่างที่เห็น และไม่มีทางรู้ว่าอะไรได้ผล เพราะทุกอย่างปนกันหมด

ช่วงที่ผมเข้า ๆ ออก ๆ ตลาดหลายปี ผมไม่เคยกลับไปดูว่าตัวเองพลาดเพราะอะไร (เล่าไว้ใน บทแรก) พอไม่มีข้อมูล ทุกการตัดสินใจก็มาจากความรู้สึก

สิ่งที่ journal บอกผม

1. setup ที่ใช้ได้ดีจริง มีแค่ 2-3 ท่า

ผมเอา setup ที่รู้มาลองใช้ แล้วจดทุกไม้ว่าเข้าด้วยท่าไหน พอข้อมูลมากพอ ภาพก็ชัด จากท่าเป็นสิบ ที่ใช้ได้ดีที่สุดสำหรับผมมีประมาณ 2-3 ท่าเท่านั้น

ท่าที่ดีที่สุด win rate อยู่ที่ประมาณ 75% ส่วนท่าอื่น ๆ ที่เคยมั่นใจ ตัวเลขกลับไม่ได้ดีอย่างที่คิด

ถ้าไม่จด ผมคงยังใช้ทุกท่าปนกันอยู่ และไม่รู้เลยว่าท่าที่ดีที่สุดกำลังถูกท่าที่แย่ดึงผลลงไป

2. แต่ละตลาด เหมือนหนังคนละเรื่อง

เรื่องที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนคือ แต่ละช่วงตลาดวิ่งไม่เหมือนกันเลย ยุโรป นิวยอร์ก เอเชีย ต่างกันจนเหมือนเทรดคนละสินทรัพย์ด้วยซ้ำ

journal ทำให้ผมเห็นว่า

  • ตลาดยุโรป เหมาะกับ setup A และเป็นช่วงที่ผมกำไรบ่อยที่สุด

  • ตลาดนิวยอร์ก ต้องใช้ setup B

  • ตลาดเอเชีย ขาดทุนเป็นส่วนใหญ่ จนผมเลิกเทรดช่วงนั้นไป (เหตุผลเล่าไว้ใน บท FOMO)

setup เดียวกันที่ทำเงินในยุโรป อาจเสียเงินในนิวยอร์ก ถ้าดูผลรวมทั้งหมดโดยไม่แยกตลาด จะไม่มีวันเห็นเรื่องนี้

3. แต่ละตลาดมีช่วงเวลาทำกำไรของมัน

ในแต่ละตลาด ช่วงที่ราคาให้จังหวะดี ๆ มักเป็นเวลาเดิม ๆ มีบ้างที่เลื่อนไปนิดหน่อย แต่น้อยครั้ง พอรู้เวลา ก็ไม่ต้องนั่งเฝ้าทั้งวัน แค่อยู่หน้าจอช่วงที่สำคัญ

4. ช่วงที่เสีย ต้องรีบหลุดให้เร็วที่สุด

นี่คือแสงสว่างที่สุดที่ journal ให้ผม คือเห็นว่าผลขาดทุนมักมาเป็นช่วง ๆ และถ้าหลุดออกจากช่วงนั้นได้เร็ว ก็จะเหลือแรงไว้ใช้ตอนที่ setup กลับมาทำงาน ซึ่งเป็นช่วงที่ได้กำไรจริง

เรื่องนี้สำคัญมากจนผมจะแยกเขียนเป็นบทเต็มในบทถัดไป

จาก journal สู่ checklist

พอรู้แล้วว่าท่าไหนใช้ได้ ตลาดไหนใช้ท่าไหน ผมก็เขียนมันออกมาเป็น setup checklist ที่เด้งขึ้นมาก่อนเข้าไม้ทุกครั้ง (เล่าไว้ใน บท Process Over Outcome)

checklist ที่ไม่ได้มาจากข้อมูลของตัวเอง คือการลอกกฎของคนอื่นมาใช้ ส่วน checklist ที่มาจาก journal คือกฎที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้กับเรา

ข้อควรระวังเวลาอ่านตัวเลข

  • จำนวนไม้ต้องมากพอ win rate จาก 10 ไม้ยังบอกอะไรได้น้อยมาก โชคยังมีผลสูง ต้องเก็บไปเรื่อย ๆ จนตัวเลขนิ่ง

  • win rate อย่างเดียวไม่พอ ต้องดูคู่กับขนาดกำไรและขาดทุนเฉลี่ยด้วย ท่าที่ชนะบ่อยแต่ได้น้อยเสียมาก ก็ขาดทุนได้

  • แยกตัวเลขให้ละเอียด ดูแยกตาม setup แยกตามตลาด แยกตามช่วงเวลา ตัวเลขรวมก้อนเดียวจะซ่อนความจริงไว้

เครื่องมือช่วยได้ตรงไหน และช่วยไม่ได้ตรงไหน

สิ่งที่เครื่องมือช่วยได้

  • บันทึกราคาเข้า ราคาออก เวลา และผลของทุกไม้ให้อัตโนมัติ ไม่ต้องจดเอง

  • สรุปตัวเลขแยกตาม setup ตามช่วงตลาด (session) และตามช่วงเวลา ให้เห็นว่าอะไรทำเงิน อะไรไม่ทำ

  • ปฏิทินที่ทำให้เห็นช่วงดีช่วงแย่ทั้งเดือนในครั้งเดียว

สิ่งที่เครื่องมือช่วยไม่ได้

  • ระบุว่าไม้นี้เข้าด้วย setup ไหน ถ้าคุณไม่บอกมัน ข้อมูลแยกตาม setup ก็ไม่มี

  • บันทึกว่าตอนนั้นคุณคิดอะไร รู้สึกอย่างไร ซึ่งมักเป็นส่วนที่บอกอะไรได้มากที่สุด

  • บังคับให้คุณกลับมาเปิดอ่าน journal ที่ไม่มีใครอ่าน ก็คือแค่ไฟล์

สรุป

  • รู้ setup เยอะไม่ได้ช่วย ถ้าไม่รู้ว่าท่าไหนทำเงิน

  • จดทุกไม้ว่าเข้าด้วยท่าไหน แล้วดูแยกตาม setup และตลาด

  • แต่ละตลาดคือหนังคนละเรื่อง setup ที่ใช้ได้ก็ต่างกัน

  • เอาสิ่งที่ journal บอก มาเขียนเป็น checklist ของตัวเอง

บทความนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยงสูงและอาจสูญเงินทุนทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง